ภูมิภาค อาชญากรรม

คืบหน้า คดีโคตรโกง “ชนม์สวัสดิ์”รุดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ศาลฯเลื่อนนัด หลังจำเลยที่ 2 ยื่นใบแพทย์ระบุป่วย

p 10-4-58

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 10 เม.ย.2558 ที่ ศาลจังหวัดสมุทรปราการ นายอุทัย ทวีโชติ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย น.ส.สุวิมล จงสงวน ผู้พิพากษาศาล จ.สมุทรปราการ ออกนั่งพิจารณาคดีบัลลังก์ที่ 7 ซึ่งศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีดำ ที่ อ.10182/45 และ คดีแดงที่ 3579/49 คดีทุจริตการเลือกตั้ง สมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการ  เมื่อปี พ.ศ. 2542 ซึ่ง อัยการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ จำเลยที่ 1 (รักษาการ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครสมุทรปราการ ตำแหน่งในขณะนั้น)และ นายปิติชาติ ไตรสุรัตน์  จำเลยที่ 2 รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ (ปลัดเทศบาลนคร         สมุทรปราการ ตำแหน่งในขณะนั้น)

โดยนายชนม์สวัสดิ์เดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมกับทนายความ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้เหตุผลผ่านทนายความว่า ป่วยขณะเดินทางไปต่างจังหวัด เพื่อประกอบพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ที่ จ.นครศรีธรรมราช โดยมีใบรับรองแพทย์มาแสดง ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าให้พักรักษาตัวที่ รพ.ตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา  ศาลจึงให้เลื่อนนัดไปฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในวันที่ 22 มิ.ย.2558 เวลา 13.30 น. ทั้งนี้ ศาลได้กำชับจำเลยที่ 2 ผ่านทนายความว่า หากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ไม่ควรเดินทางออกนอกพื้นที่ในช่วงเวลาใกล้วันนัดของศาล ภายหลังรับฟังศาลเรียบร้อยนายชนม์สวัสดิ์ ก็เดินทางกลับทันที โดยไม่ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวอยู่หน้าห้องพิจารณาคดี

สำหรับคดีนี้สืบเนื่องมาจาก การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 2 พ.ค.2542 มีผู้สมัคร 2 กลุ่ม คือ กลุ่มปากน้ำ 2000 ของนายชนม์สวัสดิ์ และ กลุ่มเมืองสมุทรของ นายประสันต์ ศีลพิพัฒน์  โดยมีผู้บันทึกภาพชายลึกลับนำบัตรเลือกตั้งปลอมมาใส่ในหีบรับบัตร มีการแจ้งความกับ       พงส.สภ.เมืองสมุทรปราการ โดยกล่าวหาว่า มีการทุจริตการเลือกตั้ง

ต่อมา เมื่อวันที่ 24 ต.ค.2545 อัยการจังหวัดสมุทรปราการ จึงเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายชนม์สวัสดิ์ เป็นจำเลยที่ 1 ในฐานความผิด เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นผู้มีหน้าที่ในการเลือกตั้ง หรือ เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง จงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ หรือกระทำการโดยเจตนาขัดขวาง ไม่เป็นไปตามกฎหมาย และ นายปิติชาติ ไตรสุรัตน์  จำเลยที่ 2 ในฐานความผิดเดียวกัน และ ข้อหา ปลอมแปลงเอกสารของทางราชการ

โดยศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดจริง จึงพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 4 ปี โดยไม่รอลงอาญาสำหรับจำเลยที่ 1 และ ให้จำคุกเป็นเวลา 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งทั้ง 2 ได้นำหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่มูลค่า 800,000 บาท และ 1,000,000 บาท มาประกันตัวออกไป พร้อมยื่นอุทธรณ์ และ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิพากษาแก้เป็น คงให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน และ จำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี โดยทั้ง 2 ได้ขอยื่นฎีกาต่อ และ ศาลได้นัดมาฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาในวันนี้ แต่ก็ต้องเลื่อนออกไปอีก เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่มาฟังคำพิพากษาตามหมายนัดของศาลดังกล่าว

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ภูมิภาค, อาชญากรรม คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *