ข่าวด่วนทันเหตุการณ์ ข่าวร้อน ประเด็นเด็ด ข่าวเด่น อัพเดทล่าสุด ข่าวไฮไลท์ อาชญากรรม

เรียกสอบพ่อ-แม่ ส่อเอี่ยว“พร”หลอกหนุ่มแต่งงาน-

หลอกหนุ่มแต่งงาน-แฉประวัติสุดแสบ

1504713971771
เมื่อเวลา.16:30.น.จากกรณีนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พร้อมด้วยผู้เสียหายเป็นชาย 12 รายเดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บังคับการตำรวจกองปราบปราม(รอง ผบก.ป.) เพื่อแจ้งความร้องทุกข์เอาผิดกับ น.ส.จริยาภรณ์ บัวใหญ่ หรือ “น้องพร” อายุ 32 ปี ชาว จ.เลย ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง หลังผู้เสียหายทั้งหมดถูก น.ส.จริยาภรณ์ หลอกเอาเงินค่าสินสอด โดยเข้ามาทำทีตีสนิทในเชิงชู้สาว และมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง เมื่อผู้เสียหายเกิดตกหลุมรักและหลงเชื่อว่า น.ส.จริยาภรณ์ มีใจให้จริง น.ส.จริยาภรณ์ จะออกอุบายในการหลอกลวง โดยอ้างว่าตั้งครรภ์และขอให้ผู้เสียหายรับผิดชอบโดยการแต่งงาน แต่เมื่อมีการจัดงานแต่งงานหรือได้รับเงินค่าสินสอดเสร็จสิ้นแล้ว น.ส.จริยาภรณ์ ก็จะทำทีขอเดินทางกลับไปหาญาติที่ภูมิลำเนา ก่อนติดต่อไม่ได้นั้น ความคืบหน้าเมื่อเวลา14.00 น.วันที่ 6 ก.ย. ที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป) พ.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า หลังจากที่ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับทางพนักงานสอบสวน บก.ป.แล้ว ก็ได้มีการสอบปากคำผู้เสียหายในคดีดังกล่าวไปแล้ว 4 ราย เพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงว่าการกระทำของ น.ส.จริยาภรณ์ เข้าข่ายความผิดใดบ้างและมีบุคคลอื่นอยู่ร่วมขบวนการด้วยหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุข้อกล่าวหาที่จะเอาผิด และออกหมายจับกับ น.ส.จริยาภรณ์ ที่แน่ชัดได้ เนื่องจากต้องสอบปากคำพยาน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องอีกหลายราย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา นายสงกานต์ พร้อมด้วยผู้เสียหาย 7 ราย ที่ตกเป็นเหยื่อของ น.ส.จริยาภรณ์ ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สุวัฒน์โดยนำเอกสารหลักฐาน อาทิ หลักฐานการโอนเงิน บทสนทนา การ์ดงานแต่ง รูปภาพต่างๆมามอบให้ประกอบการพิจารณา โดยนายสงกานต์ ระบุว่า ผู้เสียหายทั้งหมดถูก น.ส.สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ หลอกแต่งงาน โดยทำทีเข้ามาพูดคุยผ่านทางโปรแกรมบทสนทนาผ่านทางเฟสบุ๊ก จนสนิทสนม จากนั้นก็จะนัดเจอกันไปมีความสัมพันธ์ ก่อนที่ น.ส.สร้อยเพ็ชร จะเอ่ยปากชวนแต่งงาน พูดคุยขอสินสอด โดยให้โอนเงินผ่านบัญชี เหยื่อหลายรายได้หลงเชื่อโอนเงินไปก่อนที่จะมีการแต่งงาน ซึ่งระหว่างแต่งงานได้มีการให้ฝ่ายชายไปขายผลไม้ ก่อนที่จะหลบหนีไป ต่อมาสืบทราบว่ามี น.ส.สร้อยเพ็ชร ตัวจริงกับผู้ต้องหาเป็นคนละคนกัน ซึ่งแท้จริงแล้วผู้ต้องหา คือ น.ส.จริยาภรณ์ นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้เสียหายหลายรายที่ถูกผู้ต้องหารายนี้หลอก รวมทั้งหลายท้องที่ได้ดำเนินการออกหมายจับ โดยขณะนี้ท้องที่ สภ.เมืองระยอง , สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ , สภ.สำโรงใต้นายสงกานต์ กล่าวด้วยว่า เหยื่อแต่ละรายที่ถูกผู้เสียหายรายนี้หลอก จะถูกหลอกในพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน ซึ่งขณะนี้ผู้เสียหายทั้งหมดมากถึง 12 ราย เป็นเงินมากกว่า 2-3 ล้านบาท นอกจากนี้ผู้เสียหายได้ติดต่อผู้ต้องหาเพื่อขอทรัพย์สินคืน กลับถูกพูดจาข่มขู่ว่ารู้จักนายตำรวจระดับสารวัตรท้องที่หนึ่งโดยอ้างว่าเป็นพี่ชาย ซึ่งเหยื่อบางรายก็เกรงกลัว จึงได้รวมตัวกันเข้ามาแจ้งความที่ บก.ป.โดยเบื้องต้นเตรียมแจ้งความในฐานความผิดฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น นอกจากนี้จะแจ้งความให้ตำรวจดำเนินคดีกับพ่อและแม่ นายบุญเลี้ยง และนางสำรอง บัวใหญ่ รวมทั้งเจ้าของบัญชี คือ น.ส สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ ด้วยเนื่องจากหลังปรากฏเป็นข่าวไม่ได้มีการแสดงตัวออกมา ขณะที่นายประสาร เทียมแย้ม อายุ 32 ปี ชาว จ.ประจวบคีรีขันธ์ หนึ่งในผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนเริ่มรู้จักหญิงรายนี้เมื่อวันที่ 5 ก.พ.2558 ผ่านทางเฟสบุ๊กโดยต่างคนต่างกดไลค์กันไปมา พูดคุยมาสักระยะจนเริ่มสนิทกันมากขึ้น จากนั้นก็เริ่มปรึกษาเรื่องธุรกิจค้าผลไม้ จนชวนกันร่วมลงทุนธุรกิจ ซึ่งตนไปกู้เงินมา 2 แสนบาทให้ฝ่ายหญิง จากนั้นไม่นานฝ่ายหญิงบอกว่าตั้งครรภ์ จึงได้จัดงานแต่งจัดขึ้นช่วงวันที่ 1 พ.ย.2558 รีสอร์ทในพื้นที่แถว จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยเตรียมสินสอดไว้รวม 2 แสนบาทจากนั้นแต่งงานอยู่กันได้ 4 วัน ฝ่ายหญิงขอกลับบ้านโดยโทร.ไปไม่ค่อยรับ ต่อมาฝ่ายหญิงให้หลานสาวโทร.บอกว่าแท้ง เนื่องจากครรภ์เป็นพิษและบอกตนไม่ต้องโทร.มาอีก ภายหลังมาทราบว่าถูกหลอก และส่วนตัวเชื่อว่าเวลาที่หายไปนั้นฝ่ายหญิงน่าจะกำลังไปลงมือหลอกเหยื่อรายอื่นๆปัจจุบันเงินกู้ที่ตนกู้มากว่า 4 แสนบาท ยังใช้คืนไม่หมด ส่วนนายไพรัตน์ พึ่งสุข อายุ 28 ปี ชาว จ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่าตนถูกออกปากชวนทำธุรกิจผลไม้ หลังจากนั้นจึงตกลงแต่งงานกัน และได้ตกลงวันแต่งงานกันเมื่อ 23 พ.ค.ที่ผ่านมาที่บ้านย่านรังสิต ซึ่งเป็นบ้านของฝ่ายหญิงโดยมีสินสอด1.8 แสนบาท หลังจากแต่งงานเพียง1คืน ฝ่ายหญิงได้ขอยืมรถกระบะอ้างว่าไปเอาผลไม้ที่ จ.จันทบุรีโดยให้ตนไปรอรับผลไม้ที่ จ.เพชรบูรณ์ หลังจากนั้นก็ขาดการติดต่อตนรู้ว่าโดนหลอกแล้ว จึงได้มีการแจ้งความที่ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ยืนยันว่าจะไม่ให้อภัยฝ่ายหญิงอีกเพราะทำให้ชีวิตตัวเองเสียหายมากเป็นหนี้มากกว่า 1.2 ล้านบาท ถ้าเจอกับฝ่ายหญิงอยากบอกว่าอย่าไปทำแบบนี้กับคนอื่นๆอีก รายงานข่าวแจ้งว่า ในส่วนของการสอบปากคำผู้เสียหายทั้ง 4 คน ที่ผ่านมานั้น เจ้าหน้าที่ค่อนข้างได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และทำให้ได้ทราบข้อมูลที่แน่ชัดแล้วว่า น.ส.จริยาภรณ์ มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในพื้นที่ จ.สระแก้วรวมถึงมีประวัติพฤติกรรมติดการพนันและมักจะชอบเดินทางไปเล่นการพนันยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้านชายแดนติดกับ จ.สระแก้วเป็นประจำซึ่งกรณีดังกล่าวน่าจะเป็นสาเหตุหลักในการทำให้ น.ส.จริยาภรณ์ ทำการหลอกลวงเหยื่อเพื่อนำเงินมาใช้หนี้การพนันนอกจากนี้จากการตรวจประวัติยังพบว่าเคยเป็นอดีตเจ้าหน้าที่พัสดุ เทศบาลตำบลนาแห้ว จ.เลย แต่ เนื่องจาก น.ส.จริยาภรณ์ ได้เคยไปอ้างตนว่าสามารถฝากคนเข้าทำงานที่เทศบาลดังกล่าวได้ พร้อมกับเรียกรับเงินจากผู้เสียหายรายละ 100,000-130,000 บาทแต่สุดท้ายกลับไม่สามารถพาผู้เสียหายเข้าทำงานในเทศบาลดังกล่าวได้จริง จนมีการแจ้งความดำเนินคดีและมีการออกหมายจับในข้อหาฉ้อโกง ซึ่งจากกรณีดังกล่าวทำให้น.ส.จริยาภรณ์ ถูกให้ออกจากราชการเมื่อปี 2555 กระทั่งมาก่อเหตุดังกล่าวขณะเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม เตรียมเชิญตัว น.ส.สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ บุคคลที่ น.ส.จริยาภรณ์ นำชื่อไปใช้ในการแอบอ้างตัวกับผู้เสียหายที่ถูกหลอกให้แต่งงานด้วย มาทำการสอบปากคำหาข้อเท็จจริง และตรวจสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวด้วยหรือไม่ เนื่องจากบัญชีธนาคารที่ น.ส.จริยาภรณ์ ให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าไปให้นั้นเป็นชื่อบัญชีของน.ส.สร้อยเพ็ชร อีกทั้งจากการตรวจสอบประวัติของน.ส.สร้อยเพ็ชร พบว่า เป็นคนภูมิลำเนาเดียวกันกับ น.ส.จริยาภรณ์ รวมถึงจะทำการเชิญตัวนายบุญเลี้ยงบัวใหญ่ และนางสำโรง บัวใหญ่ พ่อและแม่ของ น.ส.จริยาภรณ์ มาเข้าพบด้วย เนื่องจากในวันที่ น.ส.จริยาภรณ์ แต่งงานกับผู้เสียหายพบว่าทั้งพ่อและแม่ของ น.ส.จริยาภรณ์ได้เดินทางมาเข้าร่วมอยู่ภายในพิธีแต่งงานดังกล่าวด้วยทุกงาน จึงมีความเป็นไปได้ว่าบุคคลดังกล่าวทั้งหมดนี้น่าจะมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการหลอกลวงผู้เสียหายดังกล่าว รายงานข่าวแจ้งต่ออีกว่าขณะที่ในส่วนของการติดตามตัวนั้น เบื้องต้น พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป.ได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่กองกำกับการต่างๆในสังกัดเร่งกระจายกำลังลงพื้นที่สืบหาเบาะแสติดตามตัว น.ส.จริยาภรณ์ มาดำเนินคดีให้ได้โดยไวเนื่องจากการตรวจสอบประวัติคดีอาชญากรรมของ น.ส.จริยาภรณ์ พบว่ามีหมายจับในคดีฉ้อโกง ลักทรัพย์ ติดตัวในพื้นที่ต่างๆมากกว่า 4 หมายจับ อาทิ จ.ปทุมธานี จ.สมุทรปราการ จังหวัดชุมพร และในพื้นที่อื่นๆซึ่งถือเป็นบุคคลที่ภัยต่อสังคมเป็นอย่างมาก ขณะที่ในส่วนของข้อมูลเชิงสืบสวนขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังเชื่อว่า น.ส.จริยาภรณ์ อาจกบดานซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน แต่ยังไม่ตัดประเด็นการหลบหนีไปซ่อนตัวยังประเทศเพื่อนบ้านออกไป.”*****************************
…..พิราบข่าว

15047139725561504713971069

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวด่วนทันเหตุการณ์, ข่าวร้อน ประเด็นเด็ด, ข่าวเด่น อัพเดทล่าสุด, ข่าวไฮไลท์, อาชญากรรม คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>