การศึกษา ข่าวด่วนทันเหตุการณ์ ข่าวเด่น อัพเดทล่าสุด ข่าวไฮไลท์ ขวา สังคมและสิ่งแวดล้อม

โครงการศึกษาทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี

โครงการศึกษาทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี เรื่อง ชาวอยุธยาในเมียนมาร์  ศึกษาในเขตปกครองมัณฑะเลย์ และเขตปกครองสะกาย

01

วันนี้ (24 มี.ค.) ที่ ห้องประชุมกรมศิลปากร นายเอนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากร นายปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต นายนิติ แสงวัณณ์ ผู้เชี่ยวชาญ สำนักโบราณคดี และนางสาวสุทธิพันธ์ ขุนทรานนท์ หัวหน้ากลุ่มประวัติศาสตร์ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ร่วมแถลงข่าวการดำเนินการและความคืบหน้าโครงการศึกษาทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี เรื่อง ชาวอยุธยาในเมียนมาร์ ศึกษาในเขตปกครองมัณฑะเลย์และเขตปกครองสะกาย

______________ _________ 3

“สำหรับแนวทางการศึกษาทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี เรื่อง ชาวอยุธยาในเมียนมาร์ : ศึกษาในเขตปกครองมัณฑะเลย์และเขตปกครองสะกาย กรมศิลปากร เน้นศึกษาภาพรวมโดยประมวลความรู้ให้รอบด้านซึ่งจะทำให้การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ทั้งของไทยและเมียนมาร์ อยู่บนพื้นฐานของการทำงานทางวิชาการอันจะนำไปสู่การรู้จัก และเข้าใจกันของทั้งสองประเทศอย่างถูกต้องและยั่งยืน รวมทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมร่วมกันของประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยแห่งสหภาพเมียนมาร์ในการก้าวเข้าสู่ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนใน พ.ศ.2558” อธิบดีกรมศิลปากร กล่าว

______________ _________ 7

นอกจากนี้ กรมศิลปากรจะดำเนินการอนุรักษ์พระอุโบสถและจิตรกรรมฝาผนัง ณ วัดมหาเต็ง ดอจี เมืองสะกาย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยแห่งเมียนมาร์ เนื่องจากทั้งพระอุโบสถและจิตรกรรมฝาผนังได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา ขณะนี้กรมศิลปากรกำลังประสานกับหน่วยงานของเมียนมาร์ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการอนุรักษ์ร่วมกันต่อไป และยังมีการจัดเตรียมโครงการนำการแสดงโขน รามเกียรติ์ ชุดรามราชจักรี ไปจัดแสดง บริเวณพื้นที่ใกล้ศาลพระราม ณ เมืองมัณฑะเลย์เพื่อเป็นการรำลึกถึงชาวอยุธยาในมัณฑะเลย์อีกด้วย

ใน พ.ศ. 2557 นายเอนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากร ได้สั่งการให้มีการดำเนินงานโครงการศึกษาทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี เรื่อง ชาวอยุธยาในเมียนมาร์ : ศึกษาในเขตปกครองมัณฑะเลย์และเขตปกครองสะกาย และได้นำคณะข้าราชการกรมศิลปากร คณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ และคณะสื่อมวลชน เดินทางไปสำรวจเบื้องต้นในแหล่งที่มีร่องรอยของชาวอยุธยา ที่เมืองมัณฑะเลย์ อังวะ อมรปุระ และสะกาย ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 2 มีนาคม 2557 ผลจากการสำรวจให้ดำเนินการโครงการศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดี เรื่อง ชาวอยุธยาในเมียนมาร์ : ศึกษาในเขตปกครองมัณฑะเลย์และเขตปกครองสะกาย โดยประมวลความรู้ให้รอบด้าน  และให้ดำเนินการโครงการอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดมหาเต็งดอจี เมืองสะกาย

 

สำหรับแนวทางการดำเนินงานมีดังนี้ คือ

 

1.การดำเนินโครงการศึกษาทางประวัติศาสตร์ ให้เริ่มดำเนินการเป็นโครงการแรก เนื่องจากสามารถทำได้ทันที ในการสืบค้นข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ดำเนินการโดย

 

1.1 การสืบค้นหาหลักฐานข้อมูลเอกสารทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากเอกสารชั้นต้นและชั้นรองของไทยในเรื่องนี้มีน้อยมาก แต่จากการที่ได้มีโอกาสเดินทางไปสำรวจข้อมูลภาคสนามที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เมื่อ พ.ศ. 2555 พบว่า มีช่องทางที่จะศึกษาข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับชาวอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2310 ได้มากขึ้นกว่าข้อมูลหลักฐานที่มีในประเทศไทย ผลของการศึกษานอกจากจะได้ทราบถึงชีวิตของชาวอยุธยาที่ถูกกวาดครัวไปอยู่ในเมียนมาร์แล้ว ยังอาจทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสถูปในสุสานลินซินกงด้วยหลักฐานที่ควรศึกษา ได้แก่

–          หลักฐานเอกสารของเมียนมาร์ที่มีอยู่ในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เช่น

พงศาวดารราชวงศ์คองบอง พงศาวดารฉบับหอแก้ว สมุดพม่า (Parabike) สมุดรับสั่งของพระเจ้าแผ่นดิน

–          หลักฐานเอกสารของเมียนมาร์ที่เก็บรักษาในต่างประเทศ ได้แก่ หอจดหมายเหตุ

ในประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น India Record Office, British Library

–          การรวบรวมเอกสารและงานศึกษาค้นคว้า หรืองานวิจัยของนักวิชาการชาวเมียนมาร์ที่ศึกษาเรื่องชาวอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปอยู่ที่เมียนมาร์ ชุมชนชาวอยุธยา และขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวอยุธยาที่ยังคงกระทำอยู่ เช่น งานของ ดร.ทันทุน  อู หม่อง หม่อง ทิน

 

1.2 การเข้าถึงข้อมูลด้วยวิธีการประวัติศาสตร์บอกเล่า (Oral History) เนื่องจากมีข้อจำกัดของเอกสารทางประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกันทราบว่ายังมีชาวเมียนมาร์ที่สืบเชื้อสายจากชาวอยุธยาที่ยังคงอยู่อาศัยในชุมชนชาวโยเดียมาอย่างต่อเนื่อง บางครอบครัวยังไม่ได้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานและมีสำนึกทางประวัติศาสตร์สูง บางคนก็อพยพออกไปแล้วและติดตามไม่ได้ การสัมภาษณ์ด้วยวิธีการประวัติศาสตร์บอกเล่า จึงเป็นทางหนึ่งที่จะทำให้ได้เข้าถึงข้อมูลโดยการสำรวจภูมิหลัง อายุ และรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง แม้ว่าการใช้วิธีการประวัติศาสตร์บอกเล่าจะเป็นหลักฐานที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนต่อความน่าเชื่อถือตามหลักวิชาประวัติศาสตร์ แต่ในกรณีนี้ การสืบหาคนที่สืบเชื้อสายจากชาวอยุธยาและสัมภาษณ์ด้วยการตั้งกรอบคำถามอย่างรัดกุมจะได้ข้อมูลที่มีประโยชน์และคุณค่าอย่างยิ่งทั้งในด้านการเพิ่มพูนข้อมูลและการตรวจสอบข้อมูลจากเอกสาร

–          การสนทนากับนักประวัติศาสตร์คนสำคัญของเมียนมาร์ ได้แก่ อูทอว์ก่อง และ

ท่านอื่นๆ ที่ทำงานศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับชาวอยุธยาในเมียนมาร์

1.3 การสำรวจภาคสนาม เพื่อสืบค้นและสอบทานกับข้อมูลหลักฐานอื่นๆ การสำรวจภาคสนามทำให้ทราบถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์รอบด้านมากขึ้น ในที่นี้กำหนดสำรวจพื้นที่ที่ชาวอยุธยามาตั้งหลักแหล่ง ได้แก่ แนวคลองชะเวตาเชา ย่านโม่งตีสุ ย่านมินตาสุ ตลาดโยเดีย ตลาดระแหง ในเมืองมัณฑะเลย์

หมู่บ้านลินซิน ที่เมืองอมรปุระ เมืองสะกาย เมืองโมนยวา

 

2.การศึกษาทางโบราณคดี ยังไม่ได้ดำเนินการในช่วงต้น ให้รอการศึกษาทางประวัติศาสตร์

ก่อน เมื่อได้ข้อมูลและหลักฐานเพียงพอจึงจะเริ่มดำเนินการทางโบราณคดี

 

3.โครงการอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดมหาเต็งดอจี สามารถดำเนินการได้ทันที

ทั้งนี้ ในการดำเนินงานจะประสานงานกับรัฐบาลเมียนมาร์ ตามขั้นตอนทางราชการผ่านกระทรวงการต่างประเทศของทั้งไทยและเมียนมาร์

 

เรื่องนี้ถูกเขียนใน การศึกษา, ข่าวด่วนทันเหตุการณ์, ข่าวเด่น อัพเดทล่าสุด, ข่าวไฮไลท์ ขวา, สังคมและสิ่งแวดล้อม และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *