Facebook Fanpage
Twitter Feed
ตระเวนข่าว ออนไลน์

อัปเดตทุกสถานการณ์อ่าน “ตระเวนข่าวออนไลน์”

อาชญากรรม การเมือง ต่างประเทศ กีฬา บันเทิง ภูมิภาค เศรษฐกิจ ไอที ข่าวอื่นๆ
เกี่ยวกับเรา

สาวเจ้าของธุรกิจน้ำยางพาราร้องทนายตั้มถูกที่ปรึกษานายก อบจ.- อดีตบก.ข่าว หลอกเคลียร์ใบอนุญาต

สาวเจ้าของธุรกิจน้ำยางพาราร้องทนายตั้มถูกที่ปรึกษานายก อบจ.- อดีตบก.ข่าว หลอกเคลียร์ใบอนุญาตบริษัท อ้างพรรคการเมืองใหญ่ สูญเงิน 25 ล้านบาท

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 1 ธ.ค.ที่สำนักงานSittra Law Firm ถนนสาทร น.ส.ช่อฉัตร โตชูวงศ์ อายุ 55 ปี เจ้าของบริษัทรับผลิตจำหน่ายน้ำยางพารา เดินทางเข้าพบ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายตั้ม เพื่อขอคำปรึกษากรณีถูกอดีตผู้ช่วยเลขาฯ รองประธานสภา ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษานายก อบจ.ซึ่งเป็นสามีไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนายก อบจ.สาวจังหวัดหนึ่ง โกงเงินเป็นจำนวนมูลค่า 25 ล้านบาท

นายษิทรา กล่าวว่า ผู้เสียหายเป็นนักธุรกิจทำโรงงานผลิตน้ำยางทำถนน เมื่อประมาณปี 2562 ปรากฏว่าถูกคณะกรรมการพิจารณาเพื่อรับรอง มาตรฐานวัสดุน้ำยางพารา ออกหนังสือรับรองให้กับ 3 บริษัทที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเดินทางไปฟ้องต่อศาลปกครองว่าไม่ถูกต้องยังไง ซึ่งกระบวนการทางศาลได้ดำเนินการช้า ต่อมามีนักข่าวคนหนึ่ง ได้แนะนำให้รู้จักกับผู้ก่อเหตุ ( ดร.ธนบวร สิริคุณากรกุล อายุ 44 ปี ) ซึ่งแนะนำตัวว่าเป็นเลขาของรองประธานสภาฯ แต่จริงๆเป็นถึงรองประธานสภาฯ โดยเห็นว่าผู้เสียหายเป็นนักธุรกิจที่มีฐานะดี และอ้างว่าสนิทกับครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งการที่จะช่วยเหลือโดยจะให้ผู้ใหญ่พรรคภูมิใจไทย ช่วยให้ยกเลิกคดีได้โดยไม่ต้องเสียเวลาฟ้องร้อง ผู้เสียหายเห็นว่าจะได้ไม่ต้องเสียเวลา ต่อมาทางฝั่งผู้ก่อเหตุได้เรียกเงินเป็นจำนวน 50 ล้านบาท และเจรจากันจนเหลือ 20 ล้านบาท และมีการจ่ายเป็นเงินสดต่อมาทางผู้ก่อเหตุได้รับปากว่าจะไปยกเลิกคำสั่งที่ออกให้ 3 บริษัทเรื่องไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายษิทรา กล่าวอีกว่า กระทั่งเรื่องเงียบทางผู้เสียหายจึงได้ทวงถามแต่กลับถูกเรียกเงินอีกจำนวน 10 ล้านบาท แล้วบอกด้วยว่าหากไม่จ่ายเงินก้อนนี้ เงิน 20 ล้านบาทจะสูญทันที จนมีการต่อรองเลยต้องจ่ายเพิ่มอีก 5 ล้าน จนเริ่มรู้สึกว่าถูกหลอกจึงเดินทางไปแจ้งความที่กองปราบ ปรากฏว่าทางผู้ก่อเหตุจริงๆแล้วมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเลขรองประธานสภา ต่อมาหลังจากที่มีการร้องเรียนทำให้ผู้ก่อเหตุลาออกจากตำแหน่งไปเป็นที่ปรึกษา นายกอบจ.จังหวัดหนึ่ง

” ซึ่งทางกองปราบก็ทำคดีที่นำหลักฐานของทางผู้ต้องหามา ในการส่งฟ้องทำให้อัยการเกิดความสงสัยว่าส่งมาแบบนี้ได้อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ตนจะเดินทางไปหาผู้บัญชาการสอบสวนกลางเพื่อให้สืบสวนข้อเท็จจริงของเรื่องดังกล่าว “

นายษิทรา กล่าวต่อว่า จากการตรวจดูประวัติผู้ก่อเหตุพบว่าเคยติดคุกมาก่อน ประมาณ 5-6 ปีที่เรือนจำคลองเปรม เนื่องจากสมัยเป็นเด็กรับรถ ยังไม่มีสกิลในการหลอก และมีการลักรถถูกข้อหาปล้นทรัพย์ ยังไม่รู้จักเลยน่าแปลกใจว่าระหว่างที่ติดคุกผู้ก่อเหตุได้ไปเรียนต่อปริญญาตรีปริญญาโทและปริญญาเอกที่ประเทศอเมริกาได้ ซึ่งมีใบจบจากอเมริกา 3 ใบ และทราบมาว่ามีการซื้อวุฒิจากประเทศอเมริกา ทั้งนี้จึงอยากฝากถามทางรัฐสภาว่าการที่จะรับคนเข้ามาไม่ได้มีการตรวจสอบประวัติว่าถูกต้องหรือไม่ ประวัติอาชญากรหรือเคยติดคุกมาหรือเปล่า ซึ่งจริงๆแล้วคนที่จะมาทำงานการเมืองต้องมีประวัติคุณงามความดีมาก่อน จนมีการนำตำแหน่งหน้าที่ไปหลอกลวงประชาชน

น.ส.ช่อฉัตร กล่าวว่า ช่วงนั้นตนเดินสายร้องเรียนคดีการทุจริต 3 บริษัท จนถูกตามล่าจากกลุ่มบุคคลมีสีในตอนนั้น จนอยู่ไม่ได้ต้องไปนอนโรงอแรม ย้ายที่อยู่เลื่อยๆ ต่อมามีอดีตบรรณาธิการข่าว เรียกตนว่าแม่ บอกว่าคนนี้จะช่วยแม่ได้ จะได้กลับบ้านนอนได้ และพาไปเจอกับผู้ก่อเหตุที่สนามบินดอนเมือง เธอฟังผู้ก่อเหตุได้แนะนำว่าตนเป็นเลขาของรองประธานสภา และบอกตนว่าการที่ตนไปร้องที่ศาลปกครองแบบนี้จะใช้เวลา 2-3 ปีอาจไม่จบ ซึ่งช่วงนั้นจะมีการตั้งรัฐบาลปี 62 และผู้ก่อเหตุได้บอกว่าภูมิใจไทยจะได้เป็นรัฐบาล โดยจะใช้อำนาจทางการเมืองช่วยเหลือ และบอกว่าการอนุญาตทั้ง3 บริษัทมีความผิดชัดเจนว่าทั้ง3 บริษัทที่ตั้งเดียวกัน กรรมการไขว้กันและ ผิดหลักเกณฑ์ตัวอนุญาตด้วย โดยรับปากว่าช่วยได้แน่นอนไม่ต้องกังวล และอ้างว่าเป็นคณะทำงานโต๊ะเดียวกับบุคคลใหญ่ๆของพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด ก่อนจะแยกย้ายกัน

ต่อมาผู้ก่อเหตุ ได้ให้บรรณาธิการข่าวไม่ทราบสังกัด 2 ท่านเข้ามาพูดคุยบีบคั้น โดยโทรหาทุกวัน ให้รีบตัดสินใจหากไม่รีบนำเงินให้ตนก็จะยิ่งลำบาก ซึ่งบอกด้วยว่าทางผู้ก่อเหตุเป็นคนเดียวที่จะช่วยได้ กระทั่งได้นัด ให้ตนไปพูดคุยกับทางผู้ก่อเหตุอีกครั้งและมีการเรียกเงินจำนวน 50 ล้านบาท จึงได้ตอบกลับไปว่าไม่มีตังค์จะเอาที่ไหนให้ ต่อมา ทางบรรณาธิการข่าว อ้างว่า

“เห็นว่าเป็นเดี๋ยวจะช่วย ต่อรองกับอาจารย์ใหญ่ให้เหลือ 20 ล้านบาท จึงขอกลับไปคิดทบทวนก่อนและปรึกษาทนายความส่วนตัวว่าการที่ถูกเรียกร้องลักษณะนี้ถูกต้องหรือไม่ ด้านทนายได้บอกว่าอำนาจทางการเมืองอาจจะช่วยได้ ซึ่งเวลานั้นตำแหน่งหน้าที่การงานของทางผู้ก่อเหตุน่าเชื่อถือแต่พลาดตรงไม่ได้มีการเช็ค ประกอบกับเชื่อมั่นในบรรณาธิการข่าวทั้งสองคนที่พาตนมาเจอ จึงยอมตกลงจ่ายเงินให้ทางผู้ก่อเหตุ 20 ล้าน จ่ายเป็นเงินสดครั้งละ 10 ล้าน จำนวน 2 ครั้ง ” ซึ่งหลังจากที่ได้เงินไปแล้วได้มีการพาตำรวจและพาเจ้าหน้าที่ตำแหน่ง ผอ.ดีเอสไอ มาพบตนและมีการไปนั่งคุยกันโดยบอกด้วยว่านี่คือคณะทำงาน ตนก็รู้สึกงง และบอกด้วยว่า ” คนเป็นผู้หญิงคนเดียวในสภาวะแบบนี้ถ้าไม่มีใครดูแล จะอันตรายต่อตัวเราเอง ต้องมานั่งอยู่ในกระแสข่าวตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ใครตามล่าตน เพราะฉะนั้นจะตั้งคณะทำงานทั้งดีเอสไอและตำรวจมาคอยดูแลตนด้วย ” น.ส.ช่อฉัตร กล่าว.

 

Total
0
Shares
Previous Article

สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมใช้ระบบตัดแต้มใบขับขี่ผู้ที่กระทำความผิด

Next Article

ดีอีเอส ยก ระดับ ไปรษณีย์ไทย ใช้ ดิจิทัลโพสต์ไอดี ป้องกันกลโกงเเก๊งคอลเซ็นเตอร์

Related Posts

เขตพระนคร ! สมาคมแม่บ้านทหารบก นำถุงชุดยาและสิ่งของจำเป็น เพื่อใช้ในการรักษาประชาชนผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส Covid-19 ศูนย์พักคอยวัดอินทรวิหาร